เว็บไซต์ดังเลือก "20 อันดับภาษาที่เรียนรู้ยากที่สุดในโลก" งานนี้ "ภาษาไทย" ติดโผด้วย!

เว็บไซต์ดังเลือก "20 อันดับภาษาที่เรียนรู้ยากที่สุดในโลก" งานนี้ "ภาษาไทย" ติดโผด้วย!

เว็บไซต์ดังเลือก "20 อันดับภาษาที่เรียนรู้ยากที่สุดในโลก" งานนี้ "ภาษาไทย" ติดโผด้วย!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เว็บไซต์ eliteasia สรุปปัจจัยและความยากในการเรียนภาษาใหม่ (อัปเดตปี 2026)

การเรียนรู้ภาษาใหม่สามารถเปิดประตูสู่โอกาสระดับนานาชาติ ช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสด้านการทำงานและความก้าวหน้าในอาชีพ

แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกภาษาจะมีระดับความยากเท่ากัน บางภาษาอาจใช้เวลาเรียนเพียงไม่กี่ร้อยชั่วโมงก็สามารถสื่อสารได้คล่อง ขณะที่บางภาษาต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักนานนับพันชั่วโมงกว่าจะเชี่ยวชาญ

การทำความเข้าใจว่าภาษาใด “เรียนยากที่สุด” และอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ยาก จะช่วยให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายได้สมจริงมากขึ้น รวมถึงวางแผนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

top-10-des-langues-les-plus-d

5 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาษาเรียนยาก

ความยากง่ายขึ้นอยู่กับโครงสร้างของ "ภาษาแม่" ของผู้เรียน โดยมีปัจจัยหลักคือ:

1. ความห่างทางภาษา (Linguistic Distance): ภาษาในตระกูลเดียวกันที่มีรากศัพท์และไวยากรณ์คล้ายกันจะเรียนง่ายกว่า (เช่น อังกฤษ-สเปน) หากข้ามตระกูลภาษาจะยากกว่ามาก (เช่น อังกฤษ-จีน)

2. ความซับซ้อนของไวยากรณ์: บางภาษามีกฎและข้อยกเว้นซับซ้อน เช่น การเปลี่ยนรูปคำตามกรณี (ฟินแลนด์มี 15 รูป), คำนามแบ่งเพศ (เยอรมัน) และการผันกริยา (รัสเซีย)

3. ระบบเสียงและการออกเสียง:

  • ระบบวรรณยุกต์: เช่น จีน (4 เสียง) เวียดนาม (6 เสียง) หากเปลี่ยนเสียง ความหมายเปลี่ยน
  • เสียงเฉพาะ: พยัญชนะที่ไม่มีในภาษาแม่ เช่น ภาษาอาหรับ หรือไอซ์แลนด์
  • กลุ่มพยัญชนะซ้อน: คำที่มีพยัญชนะติดกันยาวในภาษาโปแลนด์

4. ระบบการเขียน: การเปลี่ยนจากอักษรโรมันไปสู่ระบบอื่นสร้างความท้าทายต่างกัน เช่น อักษรซีริลลิก/อาหรับ (ต้องจำอักษรใหม่), ระบบพยางค์และอักษรภาพ (จีน/ญี่ปุ่น) โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่นยากที่สุดเพราะใช้ระบบเขียนถึง 3 แบบร่วมกัน

5. บริบททางวัฒนธรรม: โครงสร้างภาษาที่ผูกกับวัฒนธรรม เช่น ระบบคำยกย่องตามลำดับสังคมในภาษาญี่ปุ่น หรือคำลงท้ายบอกความสัมพันธ์ในภาษาเกาหลี

cuales-son-los-idiomas-mas-di

การจัดอันดับความยากของภาษาโดย FSI

ระยะเวลาที่ผู้พูดภาษาอังกฤษใช้เพื่อให้บรรลุระดับใช้งานจริงในการทำงาน (Professional Working Proficiency):

Category I (600-750 ชั่วโมง / 24-30 สัปดาห์): กลุ่มภาษาที่ใกล้เคียงภาษาอังกฤษ เช่น สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส เดนมาร์ก ดัตช์ นอร์เวย์ และสวีเดน

Category II (900 ชั่วโมง / 36 สัปดาห์): ภาษาที่ต่างจากอังกฤษปานกลาง เช่น เยอรมัน อินโดนีเซีย มาเลย์ สวาฮีลี และเฮติครีโอล

Category III (1,100 ชั่วโมง / 44 สัปดาห์): ภาษาที่ต่างทั้งภาษาและวัฒนธรรมสูง เช่น รัสเซีย โปแลนด์ ตุรกี กรีก ฮินดี ฮิบรู เปอร์เซีย เวียดนาม ไทย และฟินแลนด์

Category IV/V (2,200 ชั่วโมง / 88 สัปดาห์): กลุ่มภาษาที่ยากที่สุด เช่น อาหรับ จีนกลาง กวางตุ้ง ญี่ปุ่น และเกาหลี เนื่องจากมีความต่างสิ้นเชิงทั้งระบบเขียน เสียง และโครงสร้าง

มุมมองใหม่ในปี 2026: โลกการเรียนภาษาที่เปลี่ยนไป

แม้โครงสร้างความยากของภาษาจะคงเดิม แต่ในปัจจุบันมีเครื่องมือ AI และแอปพลิเคชันยุคใหม่ รวมถึงทรัพยากรออนไลน์และระบบจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เข้ามาช่วยทลายกำแพงภาษา ทำให้การฝึกฝนภาษาที่ยากและขาดแคลนสื่อในอดีต สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากทุกที่ทั่วโลก

image-30

20 อันดับภาษาที่เรียนรู้ยากที่สุดในโลก อัปเดตปี 2026 จาก eliteasia

  1. ภาษาจีนกลาง (Mandarin Chinese)

  2. ภาษาอาหรับ (Arabic)

  3. ภาษาญี่ปุ่น (Japanese)

  4. ภาษาเกาหลี (Korean)

  5. ภาษากวางตุ้ง (Cantonese)

  6. ภาษานาวาโฮ (Navajo)

  7. ภาษาเวียดนาม (Vietnamese)

  8. ภาษาฮังการี (Hungarian)

  9. ภาษาฟินแลนด์ (Finnish)

  10. ภาษาโปแลนด์ (Polish)

  11. ภาษารัสเซีย (Russian)

  12. ภาษาตุรกี (Turkish)

  13. ภาษาไอซ์แลนด์ (Icelandic)

  14. ภาษาไทย (Thai)

  15. ภาษากรีก (Greek)

  16. ภาษาเปอร์เซีย หรือ ฟาร์ซี (Persian/Farsi)

  17. ภาษาฮินดี (Hindi)

  18. ภาษาเช็ก (Czech)

  19. ภาษาเซอร์เบีย (Serbian)

  20. ภาษาฮีบรู (Hebrew)

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล